วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

ทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านแข้

ร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี

เพื่อสมทบทุนในการสร้างศาลาการเปรียญวัดบ้านแข้

ทอดถวาย ณ วัดบ้านแข้ ต.แข้ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ในวันที่ 13-14 เมษายน พ.ศ. 2557


               เนื่องจากวัดบ้านแข้ได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้น 1 หลัง เมื่อพ.ศ. 2506  กว้าง 12 เมตร  ยาว 21 เมตร  ทำด้วยไม้ทั้งหลัง หลังคาทรงไทยพื้นต่ำ  ทำกิจสงฆ์ไม่ได้  ฉะนั้นทางวัดบ้านแข้กรรมการหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแข้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแข้ องค์การบริหารส่วนตำบลแข้ พร้อมด้วยลูกหลานรุ่นปี พ.ศ. 2530 ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าให้ยกพื้นสูง  เพื่อจะได้ทำกิจสงฆ์และใช้สอยได้ทั้งชั้นล่างและชั้นบน  ขณะนี้ได้ยกพื้นศาลาการเปรียญขึ้นแล้ว  และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แต่เนื่องจากทางวัด  ยังขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้างอีกเป็นจำนวนมาก  ประมาณ 1,600,000 บาท (หนึ่งล้านหกแสนบาทถ้วน)  ฉะนั้นจึงขอบอกบุญมายังท่านผู้ใจบุญ ใจกุศลทั้งหลาย ได้สละทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เพื่อจะได้เงินมาปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญวัดบ้านแข้  ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  และดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

รวมรูปภาพการทอดผ้าป่าสามัคคี








ยอดรวมเงินผ้าป่าทั้งหมด  625,926  บาท
           ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อำนาจบุญญาบารมีหลวงปู่เครื่อง สุภฺโท วัดสระกำแพงใหญ่และบุญกุศลที่ทำในครั้งนี้  จงมาเป็นพลังปัจจัยให้ท่านประสบแต่ความเจริญ ปราศจากทุกข์ โศก  โรคภัย ไข้เจ็บ และอายุวรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทุกท่านเทอญ







ประเพณีและประวัติความเป็นมาวันสงกรานต์


 ประเพณีและประวัติความเป็นมาวันสงกรานต์





วันสงกรานต์ ประเพณีไทย

      สงกรานต์ เป็นประเพณีของประเทศไทย  สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึง การผ่านหรือการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี...
     




ประเพณีสงกรานต์ ของไทยที่สืบกันมาอย่างช้านาน

        โดยการนับ ระยะเวลาที่เส้นทางของ ดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์จักราศีทั้ง 12 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มดาวราศี เมษ พฤษภ เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุลย์ พิจิก ธนู มังกร กุมภ์ และ มีน การโคจร ผ่านกลุ่มดาวแต่ละกลุ่ม จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 30 วัน เมื่อ ดวงอาทิตย์โคจรผ่าน กลุ่มดาว เหล่านี้ครบทั้ง 12 กลุ่ม ก็จะได้ระยะเวลา 1 ปี พอดี เป็นวิธีการนับเดือนที่ใช้กันใน ประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจาก อินเดียเช่น ไทย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น

นางสงกรานต์ 2557


วันมหาสงกรานต์ 13 เมษายน

     วันที่ 13 เมษายน เป็นวัน"มหาสงกรานต์" หรือ วันเริ่มต้นปีใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นจากช่วงเวลาที่ดวง อาทิตย์โคจรผ่านจากราศีมีนเข้าสู่ ราศีเมษนั้น  โลกโคจรเป็นมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงมีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดี วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญใหญ่ประจำปี มี 3 วันคือ  วันมหาสงกรานต์หรือวันส่งท้ายปีเก่า (วันที่ 13 เมษายน)  วันกลางหรือวันเนา (วันที่ 14 เมษายน) วันขึ้นปีใหม่ หรือวันเถลิงศก (วันที่ 15 เมษายน)
         หรือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของประเทศไทยและบางประเทศในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ และชาวต่างประเทศจะเรียกว่าเทศกาลนี้ว่า “สงครามน้ำ” สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมาย ถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดของแต่ละปี ซึ่งจะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ

ชื่อของนางสงกรานต์

     ชื่อของนางสงกรานต์มี ดังนี้  วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษะเทวี วันจันทร์ชื่อนางโคราคะเทวี วันอังคารชื่อนางรากษสเทวี วันพุธชื่อนางมณฑาเทวี วันพฤหัสชื่อนางกิริณีเทวี วันศุกร์ชื่อนางกิมิทาเทวี วันเสาร์ชื่อนางมโหธรเทวี

นางสงกรานต์ ทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหม

ตำนานนางสงกรานต์

        บุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ธรรมบาลกุมาร เป็นผู้ที่รู้ภาษานก เรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุเจ็ดขวบ เป็นอาจารย์บอก มงคลต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ซึ่งในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบ จึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ สัญญาไว้ว่า ถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า




ท้าวกบิลพรหมทรงตรัสถามปัญหา 3 ข้อ 
ข้อ 1. เช้าราศีอยู่แห่งใด 
ข้อ 2. เที่ยงราศีอยู่แห่งใด
ข้อ 3. ค่ำราศีอยู่แห่งใด 


        ธรรมบาลขอผลัด 7 วัน ครั้นล่วงไปได้ 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น  ครั้ง เวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามสามีว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใด สามีบอกว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย เพราะทายปัญหาไม่ออก นางนกถามว่า ปัญหานั้นอย่างไรสามีจึงบอกว่า ปัญหาว่าเช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ค่ำราศีอยู่แห่งใด นางนกถามว่า จะแก้อย่างไร สามีบอกว่า เช้าราศีอยู่หน้า  มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่อก  มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่เท้า  มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้าครั้งรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมมาถามปัญหา ธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา



ท้าวกบิลพรหมจึงตรัส เรียกเทพธิดาทั้ง 7


        ท้าวกบิลพรหมจึงตรัส เรียกเทพธิดาทั้ง 7 อันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อมกัน บอกว่า เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาล ศีรษะของเราถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งไว้ในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง

     ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาผู้ใหญ่ นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที จากนั้นเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฆปถ้ำคันธุลีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ พระเวสสุกรรมกันฤมิตรแก้วเจ็ดประการชื่อ ภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงนำเอาเถาฉมุลาด ลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้ง แล้วแจกกันสังเวยทุก ๆ พระองค์ ครั้งถึงครบกำหนด 365 วัน โลกสมมติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์นางเทพธิดาเจ็ดองค์ ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก ซึ่งลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหมนั้น

     เราสมมติเรียกว่า นางสงกรานต์ มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้ วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษะเทวี วันจันทร์ชื่อนางโคราคะเทวี วันอังคารชื่อนางรากษสเทวี วันพุธชื่อนางมณฑาเทวี วันพฤหัสชื่อนางกิริณีเทวี วันศุกร์ชื่อนางกิมิทาเทวี วันเสาร์ชื่อนางมโหธรเทวี

ความหมายวันมหาสงกรานต์ของแต่ละวัน

    ถ้าปีใดวันมหาสงกรานต์เป็นวันอาทิตย์ ปีนั้นไร่นาเรือกสวน เผือกมัน มิสู้แพงแล วันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย

    วันอังคารและวันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์  จะเกิดอันตรายกลางเมือง จะเกิดเพลิงและโจรผู้ร้าย และจะเจ็บ ไข้นักแล วันพุธ เป็นวันมหาสงกรานต์ ว่าท้าวพระยาจะได้เครื่องบรรณาการมาแต่ต่างเมือง แต่จะแพ้ลูกอ่อนนักแล

    วันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้ข้าไท พระสงฆ์ราชาคณะจะได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจกันแล

    วันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ ข้าวน้ำ ลูกหมากรากไม้ทั้งหลายจะอุดม แต่จะแพ้เด็ก ฝนและพายุชุม   จะเจ็บตากันมากนักแล




สาดน้ำ เล่นสงกรานต์ของชาวภาคเหนือ


ความสำคัญของวันสงกรานต์

         พิธีสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติ มาแต่โบราณช่วงวัน สงกรานต์จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อส่วนนั้นไปและ ในความเชื่อดั้งเดิมที่ใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น และขอพรจาก บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ได้แก่ การร่วมกันทำบุญให้ทาน การก่อพระเจดีย์ทรายและเป็น การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน นอกจากนี้ ยังสร้างความรู้สึกผูก พันกลมเกลียวต่อบุคคลในสังคมเดียวกัน และสร้างความรู้สึกหวงแหนในสาธารณสมบัติของสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ตลอดจนอาคารสถานที่สถานที่ต่างๆ

         เวลาได้เปลี่ยนไป ผู้คนได้มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ๆ และจะถือเอาวันสงกรานต์เป็นวัน “กลับบ้าน” ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายขอเทศกาล  นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยัง ถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ปัจจุบันนี้เทศกาลสงกรานต์มีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาด เคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นเท่านั้น




สงกรานต์ Festivel ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย

     
        ปฏิทินไทยในขณะนี้กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ประกาศสงกรานต์อย่างเป็นทางการจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งแต่โบราณมา กำหนดให้วันแรกของเทศกาล เป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า “วันเนา” และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า “วันเถลิงศก” จากหลักการข้างต้นนี้ ทำให้ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน) ซึ่งบางปีก็อาจจะตรงกับวันใดวันหนึ่ง

กิจกรรมในวันมหาสงกรานต์



พุทธศาสนิกชนใส่บาตรทำบุญใน วันสงกรานต์

ทำบุญตักบาตร 

        วันมหาสงกรานต์ ประชาชนจะลุกขึ้นมาตอนเช้าเพื่อที่จะจัดเตรียมอาหาร ไปตักบาตรถวายพระ พอจัดเตรียมอาหารเสร็จก็จะ บรรจงลงภาชนะมีถ้วยโถโอชามที่สวยงาม แล้วเอาวางเรียงลงในถาด เพื่อนำไปทำบุญตักบาตรและเลี้ยงพระประจำหมู่บ้านของตน  เรื่องการแต่งตัว จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสวยงามมิดชิดเหมาะแก่การไปวัดของชาวบ้าน

ก่อพระเจดีย์ทราย วันสงกรานต์


ก่อพระเจดีย์ทราย

        ในสมัยก่อนทีเรื่องเล่าขานกันว่าทุกคนเมื่อเข้าวัดมาแล้วเวลาเดินออกจากวัดจะมีเม็ดทรายติดเท้าออกไปด้วยเพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเติมเต็มจึงมีการขนทรายเข้าวัดหรือการก่อพระเจดีย์ทรายนั้นเองแต่ถึงอย่างไรแล้วการก่อพระเจดีย์ทรายก็เป็นเพียงกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกันทำเพราะตอนเย็นๆชาวบ้านก็จะพากันไปที่ท่าน้ำแล้วขนทรายกันมาคนละถังเพื่อนำทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์นั่นถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะให้ชาวบ้านมีความสามัคคีกรมเกลียวเพราะเมื่อขนทรายเข้าวัดแล้วทรายก็จะล้นวัดพระสงฆ์ก็จะนำทรายที่ชาวบ้านขนมานำไปคืนสู่แม่น้ำดังเดิมเพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำอะไรเพราะฉะนั้นแล้วเวลาขนทรายเข้าวัดควรจะขนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นพอเพราะจะสร้างความลำบากให้พระเณรในภายหลัง

ร่วมใจปล่อยนก วันสงกรานต์



พุทธศาสนิกชนร่วมใจปล่อยนก วันสงกรานต์ 
         
         การปล่อยนกปล่อยปลาในวันมหาสงกรานต์ถือว่าทำกันอาจจะเป็นประเพณีเลยทีเดียวเพราะนั่นถือว่าเมื่อเข้าวัดมาแล้วก็ต้องทำบุญโดยการปล่อยนกปล่อยปลาถ้าถือตามความเชื่อแล้วอานิสงส์ในการปล่อยนกปล่อยปลาถือว่ามีมากเลยทีเดียวแล้วแต่ใครจะอธิฐานแบบไหนเพราะการให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ที่ถูกจับมาทรมานถือว่าได้บุญมากเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยถ้าถึงวันสงกรานต์จะเห็นประชาชนปล่อยนกปล่อยปลา


สงน้ำพระ วันสงกรานต์ 



พุทธศาสนิกชนร่วมใจสรงน้ำพระ วันสงกรานต์ 

        การสรงน้ำพระพุทธรูป มีดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชา แล้วเอาน้ำอบไปประพรมที่องค์พระ ทำเป็นสังเขปพอเป็นพิธีว่าได้แสดงความเคารพบูชาและสรงน้ำท่านในวันขึ้นปีใหม่แล้ว เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปมา ก็มีการแห่แหนกันอย่างสนุกสนาน สรงน้ำพระพุทธรูปแล้วก็มีการสรงน้ำพระสงฆ์ โดยมากมักเป็นสมภารเจ้าวัดเป็นการสรงน้ำจริงๆ สรงเสร็จครองไตรจีวรใหม่ที่อุบาสกอุบาสิกานำมาถวาย ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อำนวยพรปีใหม่ให้แก่ผู้ที่ไปสรงน้ำ นอกจากนี้ยังมีการ รดน้ำญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เพื่อขอศีลขอพรตามประเพณี

ร่ม ฉัตร วันสงกรานต์ 



อ้างอิงจาก  www.dmc.tv

โยคะเพื่อสุขภาพ

โยคะเพื่อสุขภาพ

             ผู้ชายหลายคนมองว่า “โยคะ” เหมาะแต่กับผู้หญิง แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนี้ก็เหมาะสำหรับผู้ชายด้วยเช่นกัน โยคะเริ่มมีมาเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยถือกำเนิดจากประเทศอินเดีย และพัฒนาเรื่อยมา จนถ่ายทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นการบริหารกาย ลมหายใจ และเพื่อการผ่อนคลาย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของการรักษารูปร่างเพียงเท่านั้น แต่โยคะยังสามารถช่วยฝึกเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจได้ อาทิ สร้างความแข็งแรง ทำให้ร่างกายยืดหยุ่น ระบบอวัยวะภายในดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น มีจิตใจที่สงบขึ้น ฯลฯ เห็นข้อดีเยอะแบบนี้ใครที่อยากมีสุขภาพกายและใจที่ดีจะพลาดได้ยังไง ลองหันมาฝึกโยคะกันดีกว่า ทำได้ง่ายแถมประหยัดและสะดวก เวลาไหนคุณก็สามารถทำได้ อย่าลืมว่าสุขภาพดีเราสามารถสร้างเองได้ แล้วจะรออะไร ไปดูกันเลยดีกว่าว่าท่าโยคะสำหรับผู้ชายมีอะไรกันบ้าง แล้วมาเริ่มฝึกกัน...

       1. Hero Pose



       ท่านี้เริ่มต้นด้วยการนั่งบนส้นเท้า โดยให้เข่าทั้งสองข้างชิดติดกัน จากนั้นให้แยกปลายเท้าออกพอประมาณโดยที่เข่ายังชิดติดกันอยู่ และให้ก้นติดพื้น วางมือบนต้นขา ขณะทำให้หายใจเข้า-ออก ช้าๆ 6 ครั้ง โดยที่ขณะหายใจออกให้มือทั้งสองข้างประสานนิ้วกัน แล้วยกมือทั้งสองขึ้นไว้เหนือหัว หงายฝ่ามือขึ้นแล้วค้างไว้
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : ช่วยกล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และฝ่าเท้า อีกทั้งยังช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหารได้อีกด้วย
     
        ข้อห้าม : ผู้ที่มีปัญหาเรื่องปวดศีรษะ โรคเกี่ยวกับข้อ และโรคหัวใจ ไม่ควรทำหรือทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

        2. Boat Pose


       เริ่มด้วยนั่งบนพื้น ชันเข่าขึ้น จากนั้นค่อยๆ ยกขาขึ้น พร้อมกับเอนตัวไปด้านหลัง และยกขาขึ้นทำมุมกับพื้นประมาณ 45 องศา โดยให้ปลายเท้าอยู่เหนือศีรษะ และยกแขนขึ้นเหยียดตรงขนานกับพื้นให้อยู่แนวเดียวกับระดับหัวไหล่ โดยหันฝ่ามือเข้าหาตัว พร้อมกับเหยียดหลังตรงทิ้งน้ำหนักลงบนก้น ให้ทรงตัวค้างไว้ประมาณ 20 วินาที แล้วเพิ่มเวลาขึ้นได้หากชำนาญ ท่านี้สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างเข็มขัด หรือเชือกนำมาคล้องไว้ที่ปลายเท้าและใช้มือดึงได้
     
        ท่านี้ช่วยอะไร: ช่วยลดความเครียด ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น กระตุ้นอวัยวะภายในและช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง, สะโพกและหลังแข็งแรง
     
        ข้อห้าม : ผู้ป่วยที่ปวดศีรษะบ่อย, โรคหัวใจ, นอนไม่หลับ, ความดันต่ำ, หอบหืด, ท้องร่วง ไม่ควรทำหรือทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

        3. Downward Facing Dog


       เริ่มจากคุกเข่า โดยให้เข่าอยู่ระดับเดียวกับสะโพก วางมือบริเวณหัวไหล่เล็กน้อย จากนั้นให้ยกตัวขึ้น ส้นเท้าอยู่บนพื้น หากไม่ชำนาญอาจยกส้นเท้าก่อนได้ ยกก้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหยียดเข่าให้ตรง ค้างไว้ประมาณ 3 นาที
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : ท่านี้สามารถช่วยลดอาการของโรควัยทอง, ลดอาการปวดหลัง, ลดอาการอ่อนเพลีย, ลดอาการตึงเครียด, ช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุน และสามารถช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณน่อง หลังต้นขา เอ็นร้อยหวายได้
     
        ข้อห้าม : ผู้มีอาการท้องร่วง, เส้นประสาทมือถูกกดทับ, ปวดศีรษะมาก, ความดันโลหิตสูง ไม่ควรทำหรือทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

        4. Chair Pose


       เริ่มต้นด้วยการย่อเข่าเล็กน้อย หายใจเข้าช้าๆ แล้วพนมมือยกขึ้นตั้งฉากกับพื้น จากนั้นย่อเข่าลงให้ได้มากที่สุดจนขนานกับพื้นคล้ายกับกำลังจะนั่งเก้าอี้ เหยียดตัวให้ตรง ค้างไว้ประมาณ 1 นาที
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : สามารถช่วยให้บริเวณหัวไหล่, หลัง, ต้นขา, น่องและข้อเท้าแข็งแรงและกระตุ้นอวัยวะภายในบริเวณช่องท้องได้
     
        ข้อห้าม : ผู้ที่มีโรคเข่า, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ, ความดันโลหิตต่ำ ควรจะหลีกเลี่ยง

        5. Reclining Big


       เริ่มที่นอนหงายบนพื้น ยกเข่าซ้ายเข้าหาลำตัว จากนั้นใช้เข็มขัดหรือเชือกมาคล้องไว้ที่ฝ่าเท้า พร้อมยกเท้าขึ้นให้ตั้งฉากกับลำตัวและใช้สองมือจับปลายเชือกหรือเข็มขัดที่คล้องไว้ โดยมือจับเชือกนั้นเหยียดตรงจนรู้สึกว่าแขนตึง ทำค้างไว้ประมาณ 1-3 นาที จากนั้นให้สลับขาแล้วทำเหมือนเดิม
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : ช่วยการกระตุ้นต่อมลูกหมาก, ลดอาการปวดหลัง, ลดความดันโลหิต, เพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อต้นขา, เข่า, น่อง
     
        ข้อห้าม : ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมาก, ท้องร่วงและปวดศีรษะควรเลี่ยงหลีก

        6. Bow Pose


       เริ่มจากนอนคว่ำ ให้เท้าแยกออกจากกันโดยพอประมาณ ให้หน้าผากจรดกับพื้น จากนั้นงอเข่าแล้วใช้มือทั้งสองข้างจับข้อเท้าทั้งสองข้าง ยกตัวและศีรษะขึ้น ใช้มือดึงข้อเท้าเพื่อให้ต้นขาและเข่าลอยขึ้นจากพื้น (ยกขึ้นให้สูงเท่าที่จะทำได้) และพยายามบีบขาให้ชิดติดกัน ทำค้างไว้ประมาณ 30 วินาที
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : สามารถกระตุ้นอวัยวะภายในบริเวณช่องท้อง(ช่วยระบายลมในท้อง) และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง,หัวไหล่,เอว ทั้งนี้ยังสามารถช่วยลดไขมันหน้าท้องและช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารได้
     
        ข้อห้าม : ผู้มีอาการท้องร่วง,ความดันต่ำ,โรคหัวใจ,หอบหืด,ปวดศีรษะและนอนไม่หลับควรเลี่ยงหลีกท่าดังกล่าวนี้

        7. Bridge Pose


       เริ่มจากนอนหงายลงกับพื้น วางแขนทั้งสองข้างลำตัว แล้วชันเข่าขึ้น โดยให้เท้าแยกออกจากกันเล็กน้อย จากนั้นวางแขนแนบลำตัว เกร็งสะโพกแล้วยกขึ้น (โดยให้ตั้งแต่บริเวณหน้าอกไล่ไปจนถึงสะโพกอยู่เหนือจากพื้น) มือทั้งสองข้างอาจจับบริเวณข้อเท้าไว้ก็ได้ ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที (หายใจเข้าออกช้าๆ ประมาณ 5 ครั้ง) แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้นโดยนอนหงายและชันเข่าไว้ จากนั้นให้ทำซ้ำไปเรื่อยๆ
     
        ท่านี้ช่วยอะไร: สามารถลดอาการปวดบริเวณบั้นเอวและช่วยให้กล้ามหลังแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี
     
        ข้อห้าม : ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหลัง, ปวดหลัง ควรเลี่ยงหลีกหรือหากทำแล้วเกิดรู้สึกไม่ดีกับหลังควรงดทำท่านี้

        8. Warrior I


       เริ่มจากยืนตัวตรง ปลายเท้าชิดติดกัน หายใจเข้าออกช้าๆ ก้าวขาใดขาหนึ่งไปด้านหลัง (เริ่มจากขาด้านไหนก่อนก็ได้) ให้กว้างพอประมาณ จากนั้นยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ โดยให้แขนตรงแนบชิดหู งอเข่าด้านตรงข้ามและบิดเท้าที่อยู่ด้านหลังเฉียงไปด้านหน้าตามเท้าข้างหน้าประมาณ 45 องศา กดน้ำหนักลงไปด้านหน้าของลำตัวโดยที่ลำตัวด้านบนยังคงตรงอยู่ แล้วค้างไว้ กลับสู่ท่าเริ่มต้นแล้วทำซ้ำโดยสลับกับขาอีกข้าง
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ อาทิ ปวดหลัง ไหล่ คอ เอว เข่า น่อง ข้อเท้าได้ อีกทั้งยังยืดหยุ่นกล้ามเนื้อบริเวณหลังไปจนถึงข้อเท้า และลดไขมันบริเวณสะโพกได้อีกด้วย
     
        ข้อห้าม : ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง, โรคท้องเดินและมีปัญหาบริเวณลำคอ ควรหลีกเลี่ยงท่าดังกล่าวหรือฝึกด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

        9. Forward Fold


       ท่านี้เริ่มจากยืนตรง เท้าชิดหรือแยกออกจากกันเพียงเล็กน้อย จากนั้นหายใจออกก้มตัวลง วางฝ่ามือราบไปกับพื้น ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที หรือมากกว่านั้นตามความชำนาญ กลับสู่ท่าเริ่มต้นอย่างระมัดระวังโดยเริ่มจากยกมือขึ้นจากพื้น นำมาวางไว้บริเวณสะโพกแทนแล้วย่อตัวนั่งลง จากนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
     
        ท่านี้ได้อะไร : สามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ, เครียด, ซึมเศร้า และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาได้
     
        ข้อห้าม : ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระดูกบริเวณเข่าและหลังควรงดท่านี้หรือฝึกได้แต่ควรระมัดระวังไม่ควรฝึกเต็มท่า

        10. Crescent Lunge


       เริ่มต้นด้วยการโก้งโค้งตัวคล้ายท่า Downward Facing Dog จากนั้นให้ยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นชันไว้ด้านหน้า โดยที่ขาอีกข้างอยู่ด้านหลังวางราบไปกับพื้น เหยียดตัวขึ้นตรงพร้อมชูแขนทั้งสองข้างขึ้น
     
        ท่านี้ช่วยอะไร : ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นบริเวณสะโพก, ต้นขา
     
        ข้อห้าม : หลีกเลี่ยงท่านี้ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับเข่า



          ***ข้อดีของการเล่นโยคะ


       1. ช่วยลดน้ำหนักตัวพร้อมกับช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระชับเข้ารูป
       
       2. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบไหลเวียนของเลือดมีประสิทธิภาพดีขึ้น
       
       3. ช่วยบริหารกล้ามเนื้อและเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และข้อต่างๆ 
        
       4. เกิดความสมดุลด้านกายกับใจ อาทิ ความสมดุลเรื่องการทรงตัว ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น ความสมดุลทางอารมณ์ ฯลฯ
       
        5. สามารถฝึกฝนได้ง่ายๆ ที่บ้าน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

อ้างอิงจาก www.h2ohydrogarden.com

เคล็ดลับอายุยืนหมื่นปี


เคล็ดลับอายุยืนหมื่นปี

        ทุกคนคงอยากมีอายุยืนยาว แค่ถึง 90 ปีขึ้นไปก็แทบจะดีใจแย่แล้ว พันธุกรรมอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรามีอายุยืนยาวได้ แต่สาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้เรามีอายุยืนยาว แท้จริงแล้วคือ การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม การมีชีวิตยืนยาว เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา วันนี้ผู้เขียนมีคำแนะนำดี ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการมีชีวิตยืนยาวดังนี้

1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงในมื้อเช้า การทานอาหารที่มีกากอาหารสูง เช่น ธัญพืช ในมื้อเช้าจะทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะที่สมดุลตลอดทั้งวัน ลดความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดอาหารจำพวกแป้งสีขาว และดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

2. นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงต่อวัน หากอยากมีอายุยืนยาวถึง 100 ปี ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ร่างกายต้องการและช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นหาทางงีบนอนกลางวันพักผ่อนบ้างหากเป็นได้

3. อย่าหยุดทำงาน จากการศึกษาพบว่าในสังคมที่คนหยุดทำงาน หรือเกษียณอายุมักมีโรคเรื้อรังตามมา ดังนั้นหากเราถึงวัยที่ต้องเกษียณอายุ ให้เราฟิตร่างกายให้กระฉับกระเฉงเหมือนวัยทำงาน ทำงานเป็นจิตอาสา เป็นอาสาสมัครทำงานในที่ต่าง ๆ อย่าปล่อยตัวเองให้ว่างเปล่าไปวัน ๆ โดยไม่มีคุณค่าและไม่มีความหวัง

4. ออกกำลังกาย อย่าอยู่เฉย ๆ ศาสตราจารย์ เจย์ โอแซงสกีจาก มหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ ชิคาโก สหรัฐอเมริกากล่าวว่าการออกกำลังกายมีผลต่ออารมณ์และสมอง ทำให้ความคิดเฉียบแหลม อีกทั้งทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกมีความแข็งแรง ทำงานได้อย่างสมดุล การเดินถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด

5. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าไม่ใช่อาหารเสริม งานวิจัย แนะนำว่าคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรรับประทานอาหารที่มีเบต้า แคโรตีน ซึ่งเกี่ยวกับวิตามินเอ ซิลีเนียม คือพวกเกลือแร่ต่างๆ รวมทั้งวิตามินซีและอี ซึ่งจะช่วยลดอัตราของโรคความจำเสื่อมได้ แต่ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าการรับประทานยาที่มีสารอาหารเหล่านั้นจะส่งผลให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่ใช่แป้งสีขาว แต่เป็นอาหารพวกธัญพืช ข้าวสาลี ข้าวซ้อมมือ ผักผลไม้ที่มีสีสันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้

6. เข้าสังคม สมาคมกับเพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือคนรักจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควร การมีเพื่อนสนิทหรือครอบครัวที่ใกล้ชิดจะได้เปรียบกว่าคนที่อยู่โดดเดียว ลำพัง เพราะคนเหล่านั้นจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันให้เราได้เมื่อคราวจำเป็น จะดีแค่ไหนที่มีคนคอยเฝ้าระวังหลังให้เรา เช่น คนใกล้ชิดจะช่วยบอกเราได้ว่าเราเริ่มมีความจำไม่ค่อยดีแล้วและควรไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ ก่อนที่จะสายเกินไป

7. ตรวจสุขภาพฟันและปากเป็นประจำ แปรงฟันให้สะอาด ทุกซอกทุกมุม ใช้ไหมขัดฟัน อมเกลือ ถึงตรงนี้ผู้อ่านคงอาจนึกขำ แต่ความจริงแล้วจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก พบว่าการใช้ไหมขัดฟันทุกวันจะช่วยลดแบคทีเรียในปากและฟันเป็นอย่างดี ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้เป็นอันตรายเพราะสามารถเข้าสู่กระแสโลหิตและทำให้เกิดอาการอักเสบส่งผลต่อเส้นเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญต่อโรคหัวใจได้

8. ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งแจ่มใส หากต้องการที่จะมีอายุยืนยาว ต้องมีจิตใจที่แจ่มใส เบิกบาน หาทางกำจัดความเครียด เช่น ไปเที่ยวชายทะเล ว่ายน้ำ เล่นโยคะ นั่งสมาธิ รำมวยจีน หายใจเข้าออกลึก ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดี การนั่งแช่อยู่บนเก้าอี้ เคี้ยวขนมขบเคี้ยวหน้าทีวี หรือการเมาหัวราน้ำ เป็นการบั่นทอนต่อสุขภาพทั้งสิ้น

9. ปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี ทำกิจวัตรประจำวันสม่ำเสมอ เช่นทานอาหารที่มีคุณค่า ทำอย่างเป็นระบบตลอดเนื่องตลอดชีวิต พยายามนอนและตื่นในเวลาเดิมทุกวัน การทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีความสมดุล หากร่างกายขาดความสมดุล ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะลดน้อยลงไปด้วย เป็นเหตุถูกโจมตีโดยเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ง่าย

10. มีสติและรอบคอบ บุคลิกภาพที่ดีที่สุดคือการมีสติและรอบคอบ เพราะผู้มีสติสามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามคำสั่งของหมอได้ ทานยาได้ครบตามวันและเวลาที่กำหนด รับผิดชอบเข้ารับการตรวจสุขภาพตามวันที่แพทย์นัดหมายได้

11. ใช้ชีวิตที่มีคุณค่า หาที่ยึดเหนี่ยวทางศาสนา มีคุณธรรม ละจากบุหรี่ สุรา รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ไม่มีรสหวานเกินไป ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ทานมังสวิรัติบ้าง และมีจุดสนใจที่ครอบครัวและชุมชน

12. สร้างอารมณ์ขันให้ตัวเอง เมื่อเรามีอารมณ์ขันและมีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endophins) ซึ่งเป็นสารที่เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีต่อสุขภาพจิต ส่งผลต่อที่ดีต่อร่างกายและจิตใจ

13. รักษ์โลก รักษาธรรมชาติ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ การแสดงความรักต่อสัตว์เลี้ยงและการรักษาสภาพแวดล้อมส่งผลให้เรามีความสุขจากภายในได้

 การมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีถือเป็นพรที่ประเสริฐ การมีวินัยกับชีวิต มีสติรอบคอบจะทำให้ชีวิตมีความสุข เป็นที่พึ่งทางใจของลูกหลาน ได้เห็นลูกหลานประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับครอบครัวและชุมชน

อ้างอิงจาก  www.bloggang.com

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ


สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งของจังหวัดศรีสะเกษ  

            
         ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ   ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยก ถ.เทพา ตัดกับถนนหลักเมือง เป็นเสาหลักเมืองที่ทำจากไม้ชัยพฤกษ์ ลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมยกฐานสูง หลังคาทรงไทยจตุรมุข กรุด้วย หินอ่อนทั้งหลังและกระจกสี ส่วนจั่วด้านทิศใต้ประดิษฐานตรา "กาญจนา ภิเษก" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองศิริราช สมบัติครบ 50 ปี

               ศาลหลักเมืองจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นที่สักการะบูชา ท่านที่ผ่านไปมาจะนำธูปเทียน ดอกไม้ มากราบไว้เพื่อเป็นสิริมงคล


ศรีสะเกษอควาเรี่ยม หรือ ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองศรีสะเกษ

              ตั้งอยู่ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนี ถนนเลี่ยงเมือง เกาะห้วยน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยุ่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ บริเวณโดยรอบมีร้านอาหาร,ร้านจำหน่ายของที่ระลึก,สนามเด็กเล่นและมุมพักผ่อน หย่อนใจมากมาย สถานที่สำหรับจอดรถยนต์กว้างขวาง โดยภายในศูนย์ฯมีพันธุ์ปลามากมายหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งปลาน้ำจืดที่หาดูได้ยากและปลาน้ำเค็มชนิดต่างๆ

วัดล้านขวด (วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว)   อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ




ตั้งอยู่ติดกับ โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ เป็นการสร้างที่คิดรึเริ่มจากการใช้ขวดที่ชาวบ้านบริจาค  มาสร้างเป็นอาคาร ศาลา เจดีย์ และที่พักของสงฆ์ มีความสวยงามมากครับ และน่าทึ่งกับการมุมานะ อดทน ของผู้สร้าง


น้ำตกห้วยจันทร์

          อยู่ห่างจากอำเภอขุนหาญ 24 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 85 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ไหลลดหลั่นมาตามชั้นหิน มีน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์  บริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด 

          เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่กว่าน้ำตกสำโรงเกียรติ (น้ำตกปีศาจ)  น้ำตกห้วยจันทร์มีชั้นลาดหินที่นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้


วัดพระธาตุเรืองรอง



         พระธาตุเรืองรอง เป็นอาคารสูงที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานแนวศิลปวัฒนธรรมของสี่ชนเผ่าของอีสานใต้ คือ ลาว ส่วย เขมร และเยอ เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณ เกือบ 30 ปีก่อนด้วยความร่วมมือจากพุทธศานิกชนที่มีความศรัทธา ต้องการให้มีสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเป็นสิริมงคลและแทนการเดินทางไปยังจังหวัดที่ห่างไกล ไม่สะดวก ตัวอาคารมีการประดับสวดลายอย่างสวยงาม มีสถานที่จอดรถสามารถรองรับนักท่องเที่ยวและรถทัวร์ได้ ดังนั้นเมื่อทุกท่านพร้อมแล้วทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมของเราจะพาทุกท่านติดตามกันไปเยี่ยมชมภายในบริเวณพระธาตุเรืองรองกัน

อ้างอิงจาก www.sisaketonline.com






วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

เบื้องหลังก่อนแถลงข่าวเด็กวงโยฯ สตรีวิทยา 2 
“ความจริงย่อมเป็นสิ่งไม่ตาย” 

ในช่วงเย็นของวันที่ 2 เมษายน 2557 หลังจากรถบัส 2 คันเคลื่อนเข้ามาภายในรั้วโรงเรียนสตรีวิทยา 2 เพื่อส่งเยาวชนสมาชิก วง Max Percussion Theater คืนถิ่น สตรีวิทยา 2

นักเรียนแทบทุกคนที่ลงจากรถ ล้วนเดินเข้าสู่โรงยิมของโรงเรียนด้วยสีหน้าอิดโรย

เด็กสาวโรงเรียนสตรีวิทยา 2 รายหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกวงโยธวาทิตให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา   ถึงความรู้สึกต่อกระแสสังคม เมื่อมีคลิปเสียงการประชุมหารือ เรื่องการขอยืมเงินของวงเพื่อเดินทางไปแข่งขัน ถูกเผยแพร่ผ่านยูทูปว่า

“รู้สึกบั่นทอนที่สุด รู้สึกแย่มากกับกระแสข่าวที่ออกมา แล้วหนูเห็นข้อความที่โพสต์ด่าตามโซเชียลบอกว่า ถ้าไม่ไปลาออกจะถูกรุมกระทืบ แล้ว…พูดไม่ออกเลยค่ะ คือตอนนี้กระแสกดดันในโรงเรียนก็รุนแรงมาก”

เด็กสาวรายนี้ร้องไห้ ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว เธอบอกว่าเธอรักและผูกพันกับวงนี้และรู้สึกกังวลต่อกระแสข่าวในโลกโซเชียลออนไลน์ เธอบอกว่าทุกวันนี้ คนเราสามารถเผยแพร่ข้อมูลอะไรได้ง่ายมาก โดยที่ยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริง หรือความจริงที่แท้คืออะไร

เธอกล่าวด้วยว่า ความจริงที่ชัดเจนที่สุดคือเธอรู้แค่ว่าสมาชิกวงโยธวาทิตทุกคนมีความตั้งใจ และทุกคนรักที่จะเล่นดนตรีจริงๆ และพวกเขาใช้เวลาฝึกซ้อมสำหรับการไปเนเธอร์แลนด์นนี้ มากกว่าครึ่งปี ขณะที่การซ้อมโดยปกติก็เข้มข้นและต้องฝึกฝนอย่างจริงจังมาโดยตลอด ไม่ต่างจากการเข้าค่ายที่ทำให้สมาชิกทุกคนในวง รักและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น

“พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ก็ทำให้เรายิ่งผูกพัน ยิ่งรักกันมากขึ้น ที่นี่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ยิ่งเกิดเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้รู้ว่า เรายังสู้ไปด้วยกัน เรายิ่งผูกพันกันมากขึ้น เพราะเวลาซ้อม เราก็จะซ้อมหนักมาก ถ้ายังไม่ดี ก็ซ้อมต่อเรื่อยๆ ต้องค้างที่โรงเรียน นอนแยกหญิงชาย ตื่นมาก็เจอกันทุกวัน เราผูกพันกันเหมือนพี่น้องจริงๆ ยิ่งเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเรายิ่งแน่ใจ ว่าเราจะฝ่าไปด้วยกัน” เด็กสาวรายนี้ ระบุ

ด้านเด็กชายคนหนึ่ง บอกว่าเขาไม่สามารถอธิบายความรู้สึกกระแสสังคมที่เกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เขาตอบได้ว่าเพื่อนๆ ทุกคนในสมาชิกวงที่เดินทางไปในครั้งนี้ มีความตั้งใจจริง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจากนี้ คลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่จะส่งผลกระทบอะไรต่อวงบ้าง


“ก็ตอบไม่ได้จริงๆ ครับ ว่าอนาคตของวงเราจะเป็นยังไง”

เด็กหนุ่มผู้เป็นสมาชิกอีกรายกล่าวว่า “ทุกคนมีความตั้งใจ ในสิ่งที่ทุกคนอยากจะทำ เพราะที่นี่คือที่ที่ ให้โอกาส ทุกๆ คน ที่จะมาเล่นดนตรี ผมว่า ดนตรีไม่เคยทำร้ายใคร แต่ว่าผมไม่พูดประเด็นอื่นนะ พูดถึงแค่ความรักความผูกพัน ทุกคนที่วงนี้ เราแทบไม่ต้องพูดอะไรกันเลย เราแค่มองหน้ากันและรู้ใจแล้ว คือระดับความผูกพัน ที่แค่มองหน้า แล้วก็รู้ใจนี่ มันเป็นอะไรที่ผูกพันที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน”


อ้างอิงจากเว็บไซต์   snook